เป้าหมายคือถ้วยยุโรป

 

   การที่บาเยิร์น มิวนิค คว้าแชมป์บุนเดสลีก้าได้ 7 สมัยติดต่อกัน ซึ่งทำให้พวกเขาได้แชมป์ลีกสูงสุดไปแล้วถึง 29 ครั้ง ซึ่งมากกว่าทีมที่ได้แชมป์อันดับ 2 อย่างทีมเนิร์นแบร์กถึง 20 ครั้ง ทำให้ในแต่ละฤดูกาลพวกเขาแทบไม่ต้องตั้งเป้ากับการเป็นแชมป์บุนเดสลีก้าอีกต่อไป และเหมือนเป็นเป้าหมายที่ต้องทำให้ได้มากกว่าสำหรับกุนซือของทีมแต่ละคนที่เข้ามาคุมทีมในถิ่นอัลลิอันซ์ อารีน่า ซึ่งในระยะหลังมานี้บอร์ดบริหารของสโมสรตั้งเป้าที่จะพาทีมประสบความสำเร็จในศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกให้ได้มาโดยตลอด หลังจากที่พวกเขาได้ครั้งสุดท้ายในฤดูกาล 2012-2013 ที่มีจุ๊ปป์ ไฮน์เกส กุนซือเสือเฒ่าเป็นผู้จัดการทีมในตอนนั้น แต่หลังจากนั้นมาทีม “เสือใต้” ก็ไม่สามารถเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศได้อีกเลย โดยไปได้สุดทางแค่เพียงรอบรองชนะเลิศเท่านั้น โดยพวกเขาตกรอบนี้ 4 ใน 6 ปีหลังสุดเลยทีเดียว โดยพวกเขาโดน 2 ทีมจากกรุงมาดริด ทั้งเรอัล มาดริด และแอตเลติโก มาดริดเขี่ยตกรอบมาโดยตลอด 5 ครั้ง ซึ่งทีม “ราชันย์ชุดขาว” ที่ตอนนั้นมีคริสเตียโน่ โรนัลโด้อยู่ในทีม ถือว่าเป็นทีมที่แสบที่สุดสำหรับบาเยิร์น มิวนิคในรายการยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกนี้  ก่อนที่เมื่อฤดูกาลที่แล้วจะมาโดนลิเวอร์พูลเขี่ยตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายไป ซึ่งฤดูกาลนี้เป้าหมายของพวกเขาก็ยังเป็นเช่นเดิม ถึงแม้ว่าในศึกบุนเดสลีก้าพวกเขาจะยังอยู่อันดับที่ 3 ของตารางหลังจากจบครึ่งฤดูกาลแรกก็ตาม แต่ด้วยศักยภาพทีมที่เหนือกว่าทีมอื่นในลีกอยู่พอสมควร เชื่อกันว่าพวกเขาจะกลับมาเบียดลุ้นแชมป์ได้อย่างแน่นอนในช่วงปลายฤดูกาลนี้

ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกรอบ 16 ทีมสุดท้ายฤดูกาลนี้นั้น พวกเขามีคิวจะต้องพบกับเชลซี ทีมแกร่งจากพรีเมียร์ลีก ที่จะต้องฟาดแข้งกันในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งพวกเขายังดูมีโอกาสเข้ารอบมากกว่าเล็กน้อย เนื่องจากกุนซือของเชลซีเป็นแฟรงค์ แลมพาร์ดที่ยังไม่มีประสบการณ์มากนัก โดยเฉพาะในฟุตบอลรายการใหญ่ของยุโรป ที่เขาพึ่งได้คุมทีมเป็นฤดูกาลแรกเท่านั้นในรายการนี้ แต่ฮานส์ ดีเตอร์ ฟลิกค์ ก็ถือว่าเป็นกุนซือมือใหม่เช่นกัน ทำให้พวกเขาก็ไม่ได้เปรียบจากเรื่องนี้ แต่ความสม่ำเสมอของเชลซีในช่วงที่ผ่านมา อาจจะทำให้บาเยิร์น มิวนิคได้เปรียบก็ได้